วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

รส.7-20 การปฏิบัติการทางทหารในความขัดแย้งระดับต่ำ

ตอนที่ ๒
การปฏิบัติการทางทหารในความขัดแย้งระดับต่ำ

การปฎิบัติการทางทหารในความขัดแย้งระดับต่ำจะสนับสนุนเครื่องมือของพลังอำนาจของชาติ และ จะป้องกันกำลังพล, ทรัพย์สิน, และ ผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา บ่อยครั้งที่การปฎิบัติการทางทหารจะถูกนำมาใช้ในความขัดแย้งระดับต่ำเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ความขัดแย้งขยายออกไป, เพื่อให้กลับมาอยู่ในสภาพการณ์ของความสงบเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้, หรือ ทั้งสองอย่าง ข้อเท็จจริงเหล่านี้เมื่อนำมารวมเข้ากันกับความสัมพันธ์ของกองทัพสหรัฐฯกับอำนาจทางการเมืองในสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกันกับในประเทศอื่นๆ อาจจะมีผลในการกำหนดให้มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง, ในการใช้กำลัง, ในหลักการของการปะทะ, และ ในขนาด และ ประเภทของกำลังที่นำมาใช้ที่มีความเป็นไปได้ หลักนิยม, ยุทธวิธี, เทคนิค, และ ขั้นตอนของทหารราบที่ได้รับการจัดทำขึ้นจะถูกนำมาประยุกต์ใช้ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้อาจมีความจำเป็นที่จะต้องทำการปรับเมื่อกองพันปฎิบัติการในความขัดแย้งระดับต่ำ

๓. ประเภทของการปฏิบัติการ
ประเภทของการปฎิบัติการในความขัดแย้งระดับต่ำของกองทัพบกจะแบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ การให้การสนับสนุนสำหรับการก่อความไม่สงบ หรือ การต่อต้านการก่อความไม่สงบ, การทำการรบกับการก่อการร้าย, การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ, และ การปฏิบัติการตามเหตุการณ์ในยามสงบ บทบาทของกองพันทหารราบในแต่ละประเภทของการปฏิบัติการอย่างกว้าง ๆ จะอธิบายในตอนที่ ๓ ถึง ตอนที่ ๖ ของผนวกนี้

๔. กฎของการปะทะ
นโยบายทางการเมืองที่กำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับการปฎิบัติการทางทหารจะเรียกว่ากฎของการปะทะ ข้อจำกัดเหล่านี้อาจมีความต้องการ ตัวอย่างเช่น ให้กองพันจำกัดการใช้อำนาจการยิงของหน่วยต่อพื้นที่ทางภูมิศาสตร์บางแห่ง หรือ ให้กองพันจำกัดห้วงเวลาในการปฏิบัติการของหน่วย ทหารในหน่วยระดับกองพัน หรือ ที่ต่ำกว่าจะต้องทำความเข้าใจ และ ปฏิบัติตามข้อจำกัดเหล่านี้ ข้อจำกัดจะเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยๆ ตามที่ปัจจัยของการระวังป้องกันทางการเมือง และ การทหารจะเปลี่ยนแปลงไป และ จะต้องอธิบายให้ทหารได้ทราบอย่างต่อเนื่อง ทหารแต่ละนายจะต้องปฎิบัติตามกฎของการปะทะได้อย่างถูกต้องเพราะการละเมิดจะกระทำได้อย่างง่ายดาย รูป ค – ๑ จะให้ตัวอย่างของกฎของการปะทะ

กฎของการปะทะ
กำลังทางทหารของฝ่ายข้าศึกทั้งหมด และ ยานพาหนะที่ให้การขนส่งกำลังฝ่ายข้าศึก และ
สิ่งอุปกรณ์อาจจะเข้าปะทะซึ่งจะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดดังต่อไปนี้ :
ก. เมื่อเป็นไปได้ ฝ่ายข้าศึกจะได้รับการเตือนก่อน และ จะถูกถามเพื่อให้ยอมจำนน
ข. กำลังทหารจะเป็นหนทางสุดท้ายที่จะนำมาใช้
ค. กำลังพลเรือนติดอาวุธจะเข้าโจมตีเฉพาะในการป้องกันตนเองเท่านั้น
ง. อากาศยานของพลเรือนจะไม่เข้าโจมตีโดยไม่ได้รับอนุมัติจากหน่วยระดับกองพลเว้นแต่ใน
การป้องกันตนเองเท่านั้น
จ. พลเรือนไม่ควรที่จะถูกทำอันตรายเว้นแต่การปฎิบัติเช่นนี้จะมีความจำเป็นเพื่อการรักษาชีวิต
พลเมืองของสหรัฐฯ ถ้าเป็นไปได้ พลเรือนควรที่จะถูกอพยพออกไปก่อนที่สหรัฐฯ จะเข้าโจมตี
ฉ. ถ้ามีพลเรือนอยู่ในพื้นที่ ปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด, เฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธ, เอซี ๑๓๐,
อาวุธเครื่องยิงประเภทลำกล้อง หรือ เครื่องยิงจรวด , และ ปืนใหญ่หลักของรถถังไม่ควรที่จะ
ถูกนำมาใช้ต่อเป้าหมายที่ทราบ หรือ ที่สงสัยโดยไม่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับหน่วยดำเนินกลยุทธ
ทางภาคพื้นดินที่มีชั้นยศตั้งแต่พันโทขึ้นไป
ช. ถ้ามีพลเรือนอยู่ในพื้นที่ การโจมตีทางอากาศทั้งหมดจะต้องได้รับการควบคุมโดยผู้ควบคุม
อากาศยานหน้า หรือ ผู้ตรวจการณ์หน้า
ซ. ถ้ามีพลเรือนอยู่ในพื้นที่ การสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด, อาวุธประเภทฟอสฟอรัสขาว
และ อาวุธเพลิงจะห้ามนำมาใช้โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากหน่วยระดับกองพล
ด. ถ้ามีพลเรือนอยู่ในพื้นที่ ทหารราบจะทำการยิงไปยังที่ตั้งของฝ่ายข้าศึกที่ทราบเท่านั้น
ต. สาธารณูปโภค เช่น โรงไฟฟ้า, โรงงานบำบัดน้ำเสีย, เขื่อน, และ สาธารประโยชน์อื่นๆ อาจ
จะไม่เข้าโจมตีโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากหน่วยระดับกองพล
ถ. โรงพยาบาล, โบสถ์, เจดีย์, โรงเรียน, พิพิธภัณฑ์, และ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ หรือ
การเพาะปลูกจะถูกโจมตีเฉพาะในการป้องกันตนต่อการยิงจากสถานที่เหล่านี้เท่านั้น
ท. การยิงเล็งจำลอง และ การโจมตีทางอากาศจะต้องได้รับการตรวจการณ์
น. นักบินจะต้องได้รับการบรรยายสรุปในแต่ละภารกิจเกี่ยวกับที่ตั้งของพลเรือน และ กำลัง
ฝ่ายเดียวกัน

รูป ค – ๑ ตัวอย่างของกฎของการปะทะ


บ. กับระเบิดจะไม่ได้รับอนุมัติ อำนาจในการวางทุ่นระเบิดจะสงวนไว้สำหรับผู้บัญชาการกองพล
สารควบคุมการจลาจลสามารถที่จะนำมาใช้ร่วมกับการได้รับความเห็นชอบจากหน่วยระดับ
กองพลเท่านั้น
ป. ทรัพย์สินของพลเรือนจะต้องไม่ถูกทำให้เกิดความเสียหายเว้นแต่จะมีความจำเป็นเพื่อรักษา
ชีวิตของพลเมืองสหรัฐฯ
ผ. พลเรือน และ ทรัพย์สินทั้งหมดควรที่จะได้รับการดูแลด้วยความเอาใจใส่ และ อย่างมีเกียรติ
ทรัพย์สินส่วนบุคคลอาจจะถูกนำมาใช้ได้ถ้าไม่มีทรัพย์สินที่เป็นสาธารณประโยชน์ หรือ มีไม่เพียง
พอ
ฝ. เชลยทั้งหมดควรที่จะได้รับการดูแลด้วยมนุษย์ธรรม และ ด้วยความเอาใจใส่ และ อย่างมี
เกียรติ
พ. ผนวก พ ประกอบแผนยุทธการจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมในกรณีที่การดำเนินการมีความ
ขัดแย้งกับแผนยุทธการ ควรที่จะปฏิบัติตามแผนยุทธการ

การแจกจ่าย : ให้กับกำลังพลนายละ ๑ ชุด ( ทุกชั้นยศ )


รูป ค – ๑ ตัวอย่างของกฎของการปะทะ ( ต่อ )

ก. การลดความรุนแรง และ การจำกัดความเสียหายโดยทางอ้อมจะไม่มีความต้องการการตกลงใจที่ไม่มั่นคงทางยุทธวิธี หรือ การเสี่ยงที่ไม่จำเป็นให้กับหน่วย ในทางกลับกัน การใช้กำลังที่เหนือกว่าสามารถที่จะลดความรุนแรง หรือ เป็นการป้องกันการตอบโต้ของกำลังฝ่ายตรงข้าม ในกรณีใดก็ตาม การป้องกันหน่วยจะเป็นความเร่งด่วนที่มีความต่อเนื่อง
ข. การปฏิบัติเป็นบุคคลของทหารสหรัฐฯ ในระหว่างการปฎิบัติการในความขัดแย้งระดับต่ำจะมีผลกระทบกับความคิดเห็น และ เช่นเดียวกัน กับการสนับสนุนของพลเมืองของประเทศเจ้าภาพ ทหารจะต้องเข้าใจว่าการกระทำความผิดโดยกำลังทหารสหรัฐฯ ( แม้ว่ากำลังทหารเหล่านี้จะเข้าวางกำลังเพียงระยะเวลาอันสั้นก็ตาม ) สามารถที่จะทำความเสียหายให้กับความสัมพันธ์ซึ่งจะต้องใช้เวลาเป็นปีเพื่อทำการพัฒนาให้กลับมาดีอย่างเดิมได้ ทหารควรที่จะดูแลพลเรือนในท้องถิ่น และ กำลังทหารให้มีความเท่าเทียมกันทั้งโดยส่วนตัว และ โดยอาชีพ และ ให้พลเรือนได้ทราบเกี่ยวกับขนบธรรมเนียม และ มารยาททางทหารด้วย
ค. ทหารอาจจะมีการติดต่อกับพลเรือนของประเทศเจ้าภาพในระหว่างการปฎิบัติในความขัดแย้งระดับต่ำมากกว่าในการปฎิบัติการประเภทอื่นๆ เพื่อเพิ่มความร่วมมือ และ การสนับสนุนของพลเรือนที่มีต่อหน่วยทหารสหรัฐฯ ผู้บังคับหน่วยอาจจะเลือกที่จะให้ “ คำศัพท์ที่สำคัญ และ สำนวน “ เพื่อแปลสำนวนภาษาอังกฤษที่สำคัญต่อภาษาของประเทศเจ้าภาพ สำนวนเหล่านี้ควรที่จะนำไปประยุกต์ใช้เฉพาะพื้นที่ของการปฏิบัติการ
๕. การเตรียมสนามรบด้านการข่าว
ผู้บังคับหน่วยจะใช้การเตรียมสนามรบด้านการข่าวเพื่อช่วยในการพิจารณาว่าภัยคุกคามประเภทใดที่กองพันอาจจะต้องเผชิญหน้าด้วย, ใครจะแสดงให้เห็นถึงภัยคุกคาม, และ เมื่อใด และ ที่ใดที่คาดว่าภัยคุกคามนี้จะเกิดขึ้น เมื่อได้เผชิญหน้ากับพื้นที่ปฏิบัติการขนาดใหญ่, การมีหน่วยดำเนินกลยุทธอย่างจำกัด, และ การรวบรวมเครื่องมือ ผู้บังคับหน่วยจะต้องพึ่งการเตรียมสนามรบด้านการข่าวเพื่อการค้นหาที่ตั้งของส่วนต่างๆ ของฝ่ายข้าศึก สิ่งนี้จะเอื้ออำนวยให้ผู้บังคับหน่วยทำการพิจารณาการปฎิบัติของตนต่อภัยคุกคามได้ดีที่สุด การเตรียมสนามรบด้านการข่าวจะต้องทำให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง ( รส. ๓๔ - ๑๓๐ จะอธิบายในรายละเอียดของการเตรียมสนามรบด้านการข่าวในความขัดแย้งระดับต่ำ )

๖. การสนับสนุนการรบ และ การสนับสนุนการช่วยรบ
กำลังพลที่อยู่ในหน่วยสนับสนุนการรบ และ การสนับสนุนการช่วยรบจะเป็นตัวคูณที่สำคัญในทั้งการสงคราม และ ความขัดแย้ง ฐานการสนับสนุนที่คุ้นเคยอาจจะไม่มีอยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือ พื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาน้อยก็ได้ การจัดหาการสนับสนุนในท้องถิ่นอาจจะเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นถึงความไม่เพียงพอ หรือ อาจจะไม่ยอมรับทรัพยากรที่มีความจำเป็นมากที่สุดของท้องถิ่น หรือ ของประเทศเจ้าภาพก็ได้ สหรัฐฯ อาจมีความต้องการที่จะทำการจัดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกในการเก็บรักษา หรือ ฐานส่งกำลังบำรุงเพื่อความต่อเนื่องในการปฏิบัติการของตน แต่อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติเช่นนี้ ประเทศที่รับการสนับสนุน หรือ กำลังพลที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอาจจะไม่พร้อมที่จะยอมรับก็ได้ กำลังพลสนับสนุนอาจจัดตั้งความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับพลเมืองท้องถิ่นได้โดยใช้การปฎิบัติของพวกเขา ผู้บังคับหน่วยจะใช้ขีดความสามารถเหล่านี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการปฎิบัติการ ตัวอย่างเช่น ทหารช่างจะให้ความช่วยเหลือในการสร้างสะพาน, ถนน, หรือ โรงเรียน ; ทหารเสนารักษ์ทำการปลูกฝีฉีดยาให้กับชาวบ้านเพื่อการต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บ ; สัตว์แพทย์จะให้การดูแลสำหรับปศุสัตว์ หรือ ทำการตรวจสอบสิ่งที่ใช้เป็นอาหารได้อย่างละเอียด ; ผู้แทนทางด้านกฎหมายจะทำความเข้าใจกฎหมายระหว่างประเทศ และ สนธิสัญญา ; และ ฝ่ายพลาธิการจะทำความเข้าใจการทำข้อตกลงท้องถิ่น, การซักผ้าในสนาม, และ การสกัดเกลือออกจากน้ำด้วยวิธีทางเคมี ( water desalinization )

๗. การบังคับบัญชา และ การควบคุม
กำลังทหารสหรัฐฯ อาจปฏิบัติการในการให้การสนับสนุนหน่วยงานราชการอื่นๆ ของสหรัฐฯ หรือ ในการให้การสนับสนุนรัฐบาลอื่นๆ ก็ได้ ทั้งความสัมพันธ์ทางการบังคับบัญชา และ การสนับสนุนอาจจะถูกดัดแปลงแก้ไขเพื่อให้เหมาะสมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ ในการยุทธผสม หรือ การยุทธร่วม ผู้บังคับหน่วยทหารสหรัฐฯ อาจจะได้รับทหารมาอยู่ในความรับผิดชอบของตนจากประเทศเจ้าภาพ หรือ จากหน่วยงานราชการ หรือ สัญชาติอื่นๆ ได้อีกด้วย ผู้บังคับหน่วยเหล่านี้จะต้องต่อสู้กับความสับสนซึ่งเกิดขึ้นโดยความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม และ คุณค่า, ความแตกต่างในระดับของความเจริญ หรือ ความยากจน, ความไม่แน่นอนของวัตถุประสงค์, และ ความยากในการพิสูจน์ทราบฝ่ายข้าศึก ( อาจเป็นผู้ที่มีเชื้อสาย หรือ สัญชาติเดียวกันกับประเทศเจ้าภาพก็ได้ ) เมื่อผู้บังคับหน่วยไม่มีอำนาจอย่างเป็นทางการ เช่น เมื่อผู้บังคับหน่วยจะต้องพึ่งพาการขออนุมัติเพื่อการปฎิบัติการต่อกำลังต่างชาติ, หน่วยงานอื่นๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ, หรือ องค์กร และ บุคคลที่ไม่ใช่ของรัฐบาล ผู้บังคับหน่วยเหล่านี้จะต้องสอดแทรกอิทธิพลเข้าไปโดยตรง เมื่อทำงานร่วมกับหน่วยงานของพลเรือน หรือ กับกำลังพลของประเทศอื่นๆ ผู้บังคับหน่วยยังจะต้องทำการพิจารณาความเข้ากันได้ของยุทโธปกรณ์ด้วย

ไม่มีความคิดเห็น: